วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 2008

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 2008

เกิดอะไรขึ้นในวิกฤติปี 2008?



Lehman Brothers สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของวอลล์สตรีท ได้ยื่นขอล้มละลายอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กันยายน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเงินทั่วโลกที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดยวิกฤติครั้งนั้นสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกเป็นวงกว้าง จนแม้กระทั้งทุกวันนี้เศรษฐกิจของหลายประเทศก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่หรือขยายตัวได้เท่ากับช่วงก่อนเกิดวิกฤติ

สาเหตุการล้มละลาย



Lehman Brothers คือ ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ที่จัดเป็นสถาบันการเงินที่ ‘Too Big to Fail’ หรือใหญ่เกินกว่าที่จล้มได้ เพราะด้วยความเป็นธนาคารใหญ่จึงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก หากล้ม ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับที่ทำให้เศรษฐกิจของทั่วโลกได้รับผลกระทบ 



แต่การล้มละลายนี้ไม่ใช่ต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะต้นเหตุที่แท้จริงมาจากภาวะฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ เพราะธนาคารปล่อยสินเชื่อที่มีความน่าเชื่อถือต่ำมากจนเกินไป จึงเป็นที่มาของวิกฤติที่ชื่อว่า วิกฤติซับไพรม์



การหมักหมมของปัญหาในสหรัฐฯ ส่งผลเสียเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 2008 ทำให้ก่อนหน้าเกิดกระแสการจำนองโดยที่ผู้กู้นำหลักทรัพย์ที่ไร่คุณภาพมาค้ำประกัน และเพราะดอกเบี้ยในตลาดในตอนนั้นต่ำมาก บวกกับธนาคารมีเงื่อนไขในการปล่อยกู้ที่ผ่อนปรนมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซื้อบ้านได้ทั้งที่ยังไม่มีความสามารถในการจ่ายชำระ



ผลกระทบที่ทั้งธนาคารและสถาบันทางการเงินได้รับคือการขาดทุนอย่างหนัก จากนั้น Lehman Brothers ประกาศล้มละลาย เนื่องจากไม่สามารถดำเนินกิจการได้ต่อไปอีก เพราะมีภาระหนี้สินถึง 6.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ 

 

ในเวลานั้น แฮงก์ พอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้ออกมายืนยันว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือธนาคาร ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลของนักลงทุนจนทำให้ในตลาดเกิดความตื่นตระหนก โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์กต้องร่วงลงไปกว่า 350 จุดจากข่าวดังกล่าว และยังส่งแรงกระเพื่อมสะเทือนไปทั้วทั้งตลาดการเงินทั่วโลก

 

 

บทเรียน

 

คำถามมากมายว่าโลกได้เรียนรู้อะไรจากวิกฤติคราวนั้น ซึ่งแน่นอนว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ไม่ใช่บทเรียนแรก หรือบทสุดท้ายของวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่กระนั้น ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหลายสิ่ง ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่การกำหนดนโยบายการเงินและการออกมาตรการควบคุมสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีรากฐานที่มั่นคงมากขึ้นจากครั้งอดีต

 

หนึ่งบทเรียนสำคัญจากวิกฤตินี้คือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของทั่วโลกเกิดการชะงัด เช่น การระบดของเชื้อสายพันธุ์ COVID-19 ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้กระทั่งในด้านการลงทุน หรือบริหารความเสี่ยง

 



โอกาสกับวิกฤติ

 

โอกาสกับวิกฤติเป็นของคู่กันเสมอ ถ้ามองในแง่มุมของนักลงทุน หุ้นตกอาจเป็นโอกาสมที่ดีในการช้อนซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรในระยะยาว เพราะจากบทเรียนที่เห็นได้ชัดจากการเก็งกำไรระยะสั้นมีความเสี่ยงสูง ยิ่งถ้าเก็งกำไรในช่วงที่เกิดวิกฤติก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นไปด้วย

 

หากมองในภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเห็นว่านับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2009 เป็นต้นมา ดัชนี S&P ปรับตัวขึ้น เหล่านักลงทุนที่ช้อนซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่ที่ราคาปรับตัวลงต่ำจะได้ประโยชน์จากตลาดขาขึ้น ที่ดำเนินยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

 



สรุป 

 

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เกิดจากการที่ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้กับผู้กู้ที่ไม่มีคุณภาพหรือด้อยคุณภาพ ที่ไม่สามารถจ่ายชำระเงินกู้ได้ จนทำให้เกิดเป็นผลกระทบในภาคของธนาคารและสถาบันการเงิน ขาดทุนและติดลบ ส่งผลทำให้ Lehman Brothers ที่เป็นธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯต้องยืนล้มละลายจนสะเทือนไปทั่วโลกเหมือนโดมิโนเรียงกัน 

 

สุดท้ายแล้วธนาคารกลางของหลายประเทศได้ออกมากำหนดนโยบายและควบคุมการปล่อยสินเชื่อ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย





อ้างอิง:



BangkokBizNews, Investopedia(Subprime), HistoryExtra, Investopedia (2008 Financial), Bloomberg, FinancialPost, WashingtonPost, TheBalance

Terms

บทความล่าสุด
ดูเนื้อหา บทความล่าสุด
logo

2525 อาคารเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ตึก 2 ชั้น 11 ยูนิต 2/1101-2/1107 ถนนพระรามที่4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110

02-032-9533

บริษัท

เกี่ยวกับเรา

ข้อตกลงและเงื่อนไข

นโยบายด้านความปลอดภัย

ขอเนื้อหาเพิ่ม & ข้อเสนอแนะ

สแกนเพื่อดาวน์โหลด


© BITKUB LABS CO., LTD. ALL RIGHTS RESERVED