DCA v.s. Lump Sum

DCA v.s. Lump Sum

DCA คืออะไร?



Dollar Cost Averaging คือการลงทุนรูปแบบตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจลงทุน เมื่อต้องวางแผนการลงทุนทุก ๆ เดือน จะช่วยให้สามารถตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไปได้ เช่น เดือนนี้ตลาดปรับลดลงก็ได้ลงทุน เดือนถัดไปตลาดปรับขึ้นก็ยังได้ลงทุน เป็นการลดความเครียดหรือความกังวลได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ไม่พลาดโอกาสในการลงทุน ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร



Dollar Cost Averaging (DCA) คือ การลงทุนแบบสม่ำเสมอด้วย “จำนวนเงินที่เท่า ๆ กัน” โดยกำหนด “ความถี่” เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน การลงทุนรูปแบบนี้เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ เพราะไม่ต้องพึ่งเงินจำนวนมาก เรียกได้ว่า เดือนละพันบาทก็ลงทุนได้ อีกทั้งยังเหมาะกับการลงทุนที่มีเป้าหมายเพื่อเก็บออมเงินไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับราคาต้นทุนของหลักทรัพย์แบบถัวเฉลี่ย จึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว 





ตัวอย่าง

เมื่อคุณต้องการลงทุนในบิตคอยน์แบบ DCA ในงบ 12,000 บาทต่อปี ทุก ๆ วันที่ 1 ของแต่ละเดือนก็ต้องนำเงินทุนก้อนนั้นหารด้วยจำนวนเดือนในหนึ่งปี ก็จะทราบว่าต้องใช้เงิน 1,000 บาทสำหรับการลงทุนในแต่ละเดือน 



ดังนั้น ทุก ๆ วันที่ 1 ของเดือน ก็ต้องซื้อบิตคอยน์เป็นมูลค่า 1,000 บาท โดยไม่เกี่ยงว่า ณ ตอนนั้นบิตคอยน์มีราคาอยู่ที่เท่าไหร่



เมื่อลงทุนครบ 12 เดือน คุณจะซื้อบิตคอยน์ไปด้วยเงินทุน 12,000 บาท แต่จำนวนบิตคอยน์ที่คุณได้ขึ้นอยู่กับราคาเหรียญที่ซื้อในแต่ละเดือน ถ้าบิตคอยน์มีมูลค่าสูง คุณก็จะซื้อได้น้อย ถ้ามีมูลค่าต่ำ คุณก็จะได้มากขึ้นด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม





ข้อดี



  1. ฝึกวินัยการออมและการลงทุน - เนื่องจากเป็นการแบ่งเงินไปลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ เดือน ไม่ขาดแม้แต่เดือนเดียวเป็นระยะเวลานาน จึงเป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ตัวเอง เพราะสามารถเก็บออมทุนจากการใช้จ่ายมาเป็นเงินลงทุนได้ทุกเดือน

  2. ถัวเฉลี่ยต้นทุนในการลงทุน - การลงทุนถัวเฉลี่ยแบบสม่ำเสมอจะส่งผลให้ต้นทุนลดต่ำลง ที่สำคัญ ช่วยทำให้มั่นใจว่าจะได้ซื้อหน่วยลงทุนจำนวนมากที่ราคาต่ำในช่วงตลาดขาลงได้

    

Lump Sum คืออะไร?



Lump Sum คือ วิธีการลงทุนแบบครั้งเดียวด้วยเงินก้อน หรือการใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อลงทุนในจังหวะเวลาที่ประเมินแล้วว่าเหมาะสม (Market Timing) และมีความมั่นใจว่าในอนาคตราคาสินทรัพย์จะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงอาจเหมาะสมกับนักลงทุนที่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และภาวะเศรษฐกิจได้ดี มีความรู้เรื่องการวิเคราะห์ทางเทคนิค มีเงินก้อนและสามารถรอคอยเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนได้





ตัวอย่าง



เมื่อคุณต้องการลงทุนบิตคอยน์ในงบ 10,000 บาท โดยใช้เงินก้อนดังกล่าวในการลงทุนเพียงหนึ่งครั้ง และวิเคราะห์แล้วว่า มูลค่าบิตคอยน์มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น หมายความว่า หากตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาที่สูงขึ้น แต่ถ้าในกรณีที่จับจังหวะตลาดไม่ดี (Market timing) ก็อาจทำให้คุณขาดทุนได้เช่นกัน





ข้อดี



1.แนวโน้มของผลตอบแทนที่สูงกว่า - เมื่อนักลงทุนมั่นใจในแนวโน้มของตลาด และอยากให้การลงทุนได้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ การลงทุนแบบครั้งเดียวอาจได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะราคาสินทรัพย์มีโอกาสเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ หากลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม



2. ฝึกการจับจังหวะตลาด - การจับจังหวะแม่นยำต้องใช้ข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์ และประสบการณ์ ที่สำคัญจะต้องมีความแม่นยำในจังหวะซื้อขายด้วย จึงสามารถช่วยฝึกนักลงทุนให้วิเคราะห์จังหวะของตลาดได้ดีขึ้น



โลกของการลงทุนมีทั้งขาขึ้นและขาลง ไม่มีใครสามารถประเมินได้อย่างแม่นยำว่าตลาดจะเป็นอย่างไร ดังนั้น หากศึกษาและเรียนรู้ว่าวิธีการลงทุนแบบไหนเหมาะกับตัวเอง พร้อมศึกษาหาความรู้เพื่อเติมความมั่นใจก่อนการลงทุน และมีวินัยในการลงทุน ไม่ว่าจะถัวเฉลี่ยหรือลงทุนทีเดียวก็จะสร้างผลตอบแทนได้อย่างที่วางแผนไว้



 

อ้างอิง:



SetInvestnow, BinanceAcademy ,MoneyDiaries

Trading

1

บทความล่าสุด
ดูเนื้อหา บทความล่าสุด
logo

2525 อาคารเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ตึก 2 ชั้น 11 ยูนิต 2/1101-2/1107 ถนนพระรามที่4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110

02-032-9533

บริษัท

เกี่ยวกับเรา

ข้อตกลงและเงื่อนไข

นโยบายด้านความปลอดภัย

ขอเนื้อหาเพิ่ม & ข้อเสนอแนะ

สแกนเพื่อดาวน์โหลด


© BITKUB LABS CO., LTD. ALL RIGHTS RESERVED